Friday, April 8, 2011

Activities in April

เรียนสมาชิกสายใยพันดาราและกัลยาณมิตรทุกท่าน

Dear Thousand Stars' members and everyone

กิจกรรมในเดือนเมษายน

April Activities

ภาวนาซกเช็นและเรียนรู้วัฒนธรรมพุทธแบบทิเบต วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน เวลา 9.30-12.00 น. บ้านมูลนิธิพันดารา ภาวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสมาธิภาวนา ทุกวันอาทิตย์ที่สองของเดือน

Dzogchen Practice and Learn about Tibetan Culture on Sunday April 24, 9.30 am-12 noon, at the Thousand Stars Foundation House. This practice will be held regularly on the second Sunday of every month.

เสวนา ทิเบต & ไกรลาศ วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน เวลา 13.30-16 น. ที่บ้านมูลนิธิพันดารา โดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

Talk on “Tibet & Mt. Kailash” by Dr. Krisadawan Hongladarom on Sunday April 24, 1.30-4 pm, at the Thousand Star Foundation House

กิจกรรมในเดือนพฤษภาคม

May Activities

วิสาขบูชาภาวนา อบรมการเตรียมตัวตายแบบทิเบต วันที่ 12-18 พฤษภาคม 2554 ณ ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน นำภาวนาโดย รศ.ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์

Visakabhuja Meditation and Preparing for Death Mindfully by Dr. Krisadawan Hongladarom on 12-18 May 2011 at Khadiravana Center, Hua Hin

แนะนำหนังสือใหม่

A New Book

หนังสือ "การเห็นทางธรรมสามระดับ" แปลจาThe Three Levels of Spiritual Perception แต่งโดย เตชุง ริมโปเช และคณะ แปลโดย รศ. ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ อ่านรายละเอียดและสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ได้ที่ http://www.chulabook.com/description.asp?barcode=9789744967893

A translation of "The Three Levels of Spiritual Perception" written by His Eminence Deshung Rinpoche and translated into Thai by Dr. Soraj Hongladarom, read more and order this book online at http://www.chulabook.com/description.asp?barcode=9789744967893


Thursday, April 7, 2011

การเห็นทางธรรมสามระดับ

หนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา เพิ่งออกจำหน่ายเร็วๆนี้ คือ “การเห็นทางธรรมสามระดับ” ของเตชุงริมโปเช การเห็นทางธรรมสามระดับหมายถึงสามระดับของการรับรู้ทางธรรม ประกอบด้วยการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ของผู้ที่ยังเป็นปุถุชน การเห็นของผู้ปฏิบัติธรรม และการเห็นอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้า หนังสือเล่มนี้แปลจาก The Three Levels of Spiritual Perception พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Wisdom Publications สหรัฐอเมริกา


การเห็นสามระดับนี้หมายถึงลำดับขั้นของการพัฒนาทางจิตวิญญาณ เริ่มตั้งแต่ผู้ที่ยังไม่มีการพัฒนาอะไรเลย มาถึงผู้ที่กำลังพัฒนาฝึกฝนตัวเอง จนท้ายที่สุดจบที่ผลลัพธ์ของการฝึกฝน ซึ่งได้แก่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า การเห็นระดับแรกเป็นการเห็นของบุคคลธรรมดาๆทั่วๆไป ที่มักเห็นอะไรที่เป็นไปตามอำนาจของกิเลสกับการปรุงแต่งต่างๆ คนธรรมดาๆที่ยังไม่ได้ฝึกฝนทางธรรมจะเห็นสิ่งรอบตัวในแบบที่เจือไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ อยู่ตลอด ซึ่งทำให้คนธรรมดานี้ตกอยู่ใต้อำนาจของความทุกข์ และต้องว่ายเวียนอยู่ในสังสารวัฏอย่างไม่จบสิ้น ตัวอย่างของการเห็นในระดับนี้ก็เช่น เราเห็นรถใหม่ในงานแสดงรถแล้วเกิดความอยากได้ ความอยากได้นี้เรียกว่า “โลภะ” เป็นกิเลสอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นต้นตอของความทุกข์ หรือเราเห็นอะไรที่เราไม่ชอบ เกิดหงุดหงิดขึ้นมาจากการเห็นนั้น ก็เป็นเรื่องของการเห็นทีไม่บริสุทธิ์เช่นกัน สาเหตุหลักของความทุกข์ที่ทำให้ผู้คนเจ็บปวดมาเป็นระยะเวลายาวนานหลายภพหลายชาติ ก็อยู่ที่การเห็นอันไม่บริสุทธิ์นี่เอง เป้าหมายของการฝึกฝนตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็คือว่า ให้เราฝึกตัวเองให้พ้นจากสถานะอันไม่น่าพึงพอใจนี้

ในหนังสือ “การเห็นทางธรรม” เรื่องของการเห็นระดับแรก อันเป็นการเห็นที่ไม่บริสุทธิ์ของปุถุชนนี้ ก็มุ่งที่จะสอนให้คนธรรมดาๆทั่วๆไปเริ่มมองเห็นประโยชน์ของการเดินทางบนเส้นทางธรรม การเริ่มเดินทางนี้ก็เริ่มต้นที่การมองเห็นและเข้าใจว่าความทุกข์คืออะไร รู้ว่าไม่น่าพอใจอย่างไร เมื่อเกิดการรับรู้เช่นนี้แล้ว ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ คิดว่าจะต้องมีอะไรที่มีความหมายมากกว่านี้ ซึ่งก็เป็นเป้าหมายของการสั่งสอนพระธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้เรื้องต่างๆในหัวข้อการเห็นระดับแรกนี้ ก็ยังมีเรื่องกฎแห่งกรรม ผลร้ายของการปฏิบัติกรรมอันเป็นอกุศล ผลดีของการปฏิบัติกรรมอันเป็นกุศล ภพภูมิต่างๆ ความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ ความแน่นอนของความตาย ความยากลำบากของการเกิดเป็นมนุษย์ ความไร้สาระของโลกของปุถุชนหรือสังสารวัฏ จุดมุ่งหมายของการสอนเกี่ยวกับการเห็นอันไม่บริสุทธิ์ ก็คือให้ผู้เรียนมองเห็นความไร้สาระของโลกที่เป็นอยู่ ที่คนทั่วไปติดข้องอยู่ เกิดความเบื่อหน่ายในความไร้สาระนี้ และให้ตระหนักรู้ว่าทางเลือกที่ดีกว่ามีจริง และสามารถไปถึงได้ และการไปถึงนั้นต้องทำอย่างไร

การเห็นระดับที่สองเรียกว่า “การเห็นเชิงประสบการณ์” ซึ่งประสบการณ์ในที่นี้หมายถึงประสบการณ์ทางธรรมของผู้ที่กำลังฝึกฝนตนเองบนเส้นทางของธรรมะ เราอาจเรียกการเห็นระดับที่สองนี้ได้ว่า เป็นการเห็นในขั้นตอนเปลี่ยนผ่านจากการเป็นปุถุชนไปสู่ผู้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า เนื่องจากคำสอนเกี่ยวกับการเห็นทางธรรมสามระดับนี้เป็นคำสอนในพระพุทธศาสนามหายาน เป้าหมายของการปฏิบัติธรรมจึงไม่ใช่แค่แสวงหาการหลุดพ้นส่วนตัว แต่อยู่ที่พัฒนาโพธิจิต อันเป็นจิตที่มุ่งมั่นเข้าสู่การตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า เพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากกองทุกข์ ผู้ที่เดินตามเส้นทางแห่งโพธิจิตนี้ก็ได้ชื่อว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ดังนั้นผู้ที่มีการเห็นในระดับที่สองนี้ จึงก้าวข้ามระดับของการเป็นปุถุชนไปแล้ว เนื่องจากเขาตระหนักรู้แก่ใจอย่างลึกซึ้งว่าสังสารวัฏเต็มไปด้วยความทุกข์ จึงต้องฝึกฝนตัวเองเพื่อให้ตัวเองพ้นจากความทุกข์นั้น รวมทั้งพัฒนาความสามารถที่จะช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นจากทุกข์นี้ด้วย เรื่องนี้ก็เหมือนกับคนที่ “ตาสว่าง” สามารถมองเห็นอะไรได้อย่างชัดเจน จะมีความสงสารเพื่อนร่วมโลกที่ยังมองไม่เห็นอย่างที่ตัวเองเห็น มีสายตามืดบอดว่ายสะเปะสะปะไม่รู้ทิศทาง จึงทำทุกวิถีทางที่จะช่วยให้เพื่อนๆมองเห็นได้แบบเดียวกับตนเอง ด้วยเหตุนี้หัวข้อต่างๆในระดับของการเห็นเชิงประสบการณ์นี้ จึงเป็นเรื่องโพธิจิตเป็นหลัก

โพธิจิตแบ่งออกได้เป็นหลายประเภท หากแบ่งตามความตั้งใจของผู้ปฏิบัติ ก็แบ่งได้เป็น “โพธิจิตอธิษฐาน” กับ “โพธิสิตปฏิบัติ” อย่างแรกเป็นความตั้งใจจริงที่จะเลือกเดินทางบนเส้นทางของพระโพธิสัตว์ เนื่องจากรู้แล้วว่ามีแต่การบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในท้ายที่สุดเท่านั้น ที่จะทำให้ผู้ปฏิบัติช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นจากทุกข์ได้อย่างสมบูรณ์ ส่วนอย่างหลังเป็นการลงมือเดินบนเส้นทางนี้จริงๆหลังจากที่มีโพธิจิตแบบแรกแล้ว แต่หากแบ่งโพธิจิตออกตามลักษณะของความเป็นจริง ก็แบ่งได้เป็น “โพธิจิตสมมติ” กับ “โพธิจิตปรมัตถ์” อย่างแรกเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่บนความจริงแบบสมมติ ซึ่งได้แก่ความจริงที่เป็นไปตามการปรุงแต่งต่างๆ ส่วนอย่างหลังเป็นโพธิจิตที่ตั้งอยู่บนความจริงแบบปรมัตถ์ที่เป็นอยู่จริงๆ การปฏิบัติในขั้นของโพธิจิตสมมติ ประกอบด้วยการบ่มเพาะความเมตตากรุณา การพิจารณาว่าตัวเองเสมอเหมือนกับสัตว์โลกอื่นๆทุกอย่าง การแลกเปลี่ยนตนเองกับสัตว์โลก ส่วนการปฏิบัติในขั้นตอนของโพธิจิตปรมัตถ์นั้นประกอบด้วยการฝึกสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ทั้งหมดนี้เป็นขั้นตอนต่างๆของการปฏิบัติในระดับของการเห็นขั้นที่สอง เป้าหมายของการปฏิบัติตามการเห็นขั้นที่สอง ได้แก่การบรรลุถึงระดับของการเห็นขั้นที่สาม อันเป็นการเห็นอันบริสุทธิ์ของผู้บรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้า

กล่าวโดยสรุป หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมคำสอนทั้งหมดเกี่ยวกับการพัฒนาฝึกฝนตนเอง จากผู้ที่ไม่มีอะไร เป็นปุถุชนเต็มที่ จนถึงการบรรลุเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เกี่ยวกับพระอาจารย์เตชุงริมโปเช


พระอาจารย์เตชุงริมโปเช (Deshung Rinpoche) เป็นพระอาจารย์ที่สำคัญมากที่สุดรูปหนึ่งในพระพุทธศาสนาทิเบต ท่านเป็นพระอาจารย์ในสายสาเกียปะ มีชีวิตอยู่ในระหว่างปี ค.ศ. 1906 ถึงปี 1987 ท่านเป็นพระภิกษุที่คงแก่เรียนมาก และเป็นที่รู้จักนับถือกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นพระภิกษุที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบมากๆรูปหนึ่ง

รูปหน้าปก

รูปหน้าปกของหนังสือเล่มนี้ เป็นรูปของพระมหาสิทธิวิรูปะกำลังหยุดดวงอาทิตย์ วาดโดยคุณอธิพงศ์ ภาดานุพงศ์ พระมหาสิทธะวิรูปะเป็นพระอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนาลันทาในอินเดียในอดีต ท่านเป็นต้นรากของคำสอนที่พัฒนามาเป็น “การเห็นทางธรรมสามระดับ” นี้ ซึ่งเรียกในภาษาทิเบตว่า “ล้มเดร” เรื่องราวชีวิตของท่าน ตลอดจนเหตุว่าทำไมท่านจึงหยุดดวงอาทิตย์ได้ และหยุดไปเพราะเหตุใด มีอยู่ในหนังสือแล้ว

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในชุด “คำสอนจากมหาวิทยาลัยนาลัทา” ของสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา

Saturday, March 5, 2011

Activities of the Foundation - March-May 2011

วันที่ 4 มีนาคม 2554
March 4, 2011

เรียน สมาชิกพันดาราและกัลยาณมิตรทุกท่าน
Dear Thousand Stars' members and everyone

ในเดือนมีนาคมนี้ มูลนิธิจะจัดกิจกรรมเน้นเรื่องสุขภาพและสมาธิ ดังนี้
This March, The Thousand Stars Foundation will organize the following activities concerning health and meditation.

ภาวนาซกเช็นและเรียนรู้วัฒนธรรมพุทธแบบทิเบต วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม เวลา 9.30-12.00 น. บ้านมูลนิธิพันดารา ภาวนานี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดสมาธิภาวนา ทุกวันอาทิตย์ที่สองของเดือน
Dzogchen Practice and Learn about Tibetan Culture on Sunday March 13, 9.30 am-12 noon, at the Thousand Stars Foundation House. This practice will be held regularly on the second Sunday of every month.

การประชุม/เสวนาเรื่อง “กายกับใจ : วิถีธรรมชาติและจิตวิญญาณ” วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม เวลา 9.00-17.00 น. ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
Conference on "Body and Mind : Nature and Spirituality" on Saturday March 19, 9.00 am-17.00 pm, at Room 105 Chulalongkorn Building, Chulalongkorn University.
โยคะภาวนาเพื่อสมาธิและสุขภาพ วันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม เวลา 9:00-11:00 น. บ้านมูลนิธิพันดารา กิจกรรมนี้จัดทุกวันอาทิตย์ที่สามของเดือน ยกเว้นเดือนเมษายน (กรุณาดูรายละเอียดการลงทะเบียนในเอกสารที่แนบมาพร้อมอีเมล์นี้)
Yoga for Meditation and Health on Sunday March 20, 9:00-11:00 am at the Thousand Stars Foundation House. This activity will be held regularly on the third Sunday of every month except April (see more details about registration in the attached file).

เสวนา “เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการแพทย์ทิเบต” โดย รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ และ นพ. เซดอร์ ญารงชา วันเสาร์ที่ 26 มีนาคม เวลา 9.30-12.00 น. บ้านมูลนิธิพันดารา
Seminar on "Tibetan Medicine" by Dr. Krisadawan Hongladarom and and Dr. Tsedor Nyarongsha on Saturday March 26, 9.30-12 noon, at the Thousand Stars Foundation House.

ตรวจรักษาโรคโดยคุณหมอทิเบต วันที่ 26-30 มีนาคม บ้านมูลนิธิพันดารา ค่าตรวจ 400 บาท (ไม่รวมค่ายา) ผู้สนใจกรุณานำตัวอย่างปัสสาวะแรกของวันมาด้วย
Consultation with Tibetan doctor on 26-30 March at the Thousand Stars Foundation House. Registration fee: 400 baht (excluding medicine cost) please bring the first urine sample and refrain from taking medicine prior to the visit (Please see the attached poster for details).

ทุกกิจกรรมยกเว้นตรวจรักษาโรค ทางมูลนิธิไม่เก็บค่าลงทะเบียน ส่วนค่าตรวจและค่ายา ทางมูลนิธิมอบให้คุณหมอเพื่อเป็นค่าเดินทางไปกลับลาซา-กรุงเทพ และร่วมสนับสนุนกิจกรรมการแพทย์ของท่านในทิเบต
There is no registration fee for all activities mentioned above except consultation with the Tibetan doctor. The Foundation will give the collected consultation fees and medicine costs to the doctor as contribution toward his traveling expenses from Lasa to Bangkok and to support his medical activities in Tibet.
กิจกรรมภาวนาเดือนพฤษภาคม
May Activities

12-18 พค วิสาขบูชาภาวนา อบรมการเตรียมตัวตายอย่างมีสติแบบทิเบต ณ ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน นำภาวนาโดย รศ.​ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
12-18 May: Visakabhuja Meditation and "Graceful Dying" workshop by Dr. Krisadawan Hongladarom at Khadiravana Center, Hua Hin.

โครงการก่อสร้าง “พระศานติตารามหาสถูป”
ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธาร่วมสร้าง พระศานติตารามหาสถูป พุทธสถานเพื่อสันติภาพและความกรุณา พระมหาสถูปสร้างขึ้นจากแรงบันดาลใจในวิถีพระโพธิสัตว์และอุทิศแด่สันติสุขของมวลมนุษย์และสัตว์โลกทั้งหลาย
The "Tara Great Stupa" Construction Project
We welcome donation for the construction of the Tara Great Stupa for Peace and Harmony. This stupa is built from Bodhicitta aspiration and for the happiness of all beings.

กิจกรรมที่ได้ดำเนินการแล้วสำหรับปี 2554
งาน​“ศิลปะ ธรรมชาติ ความรัก” (มค 54 ศูนย์ขทิรวัน)
งาน “ศิลปะแห่งความสุข” บรรยายธรรมของริงกุ ทุลกุ ริมโปเช (กพ 54 สวนโมกข์กรุงเทพ จัดร่วมกับหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ)
งาน “เยียวยาจิตใจบนวิถีพระโพธิสัตว์ตารา” และ “มนตราภิเษกพระศยามตารา” โดย ริงกุ ทุลกุ ริมโปเช (กพ 54 ศูนย์ขทิรวัน)
งาน “มาฆบูชาภาวนา บ่มเพาะความกรุณา ฝึกโยคะเพื่อสุขภาพและสมาธิ (กพ 54 ศูนย์ขทิรวัน)
ภาวนาซกเช็น เรียนรู้วัฒนธรรมพุทธแบบทิเบต (เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2553 ถึงปัจจุบัน เดือนละครั้ง ทุกวันอาทิตย์ที่ 2)
Past 2011 Activities
"Art Nature and Love" (January 2011 at Khadiravana Center)
"The Art of Happiness" Lecture by Ringu Tulku Rinpoche (February 2011 at the Buddhadasa
Indapanno Archives)
Green Tara Retreat by Ringu Tulku Rinpoche (February 2011 at Khadiravana Center)
Maghapuja Meditation and Yoga Retreat for Compassion and Health (February 2011 at Khadiravana Center)
Dzogchen Practice and Tibetan Culture Studies (on the second Sunday of every month from October 2010 to present)


ร่วมทำบุญหรือเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรม
กัลยาณมิตรที่มีจิตศรัทธาร่วมทำบุญเป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมต่างๆและทำบุญในโครงการพระสถูปและอื่นๆ สามารถทำได้โดยติดต่อมูลนิธิโดยตรงตามอีเมล์1000tara@gmail.com และเบอร์โทรศัพท์ 087-8299-387, 084-535- 5433 หรือนัดหมายเพื่อพบปะกับอาจารย์กฤษดาวรรณ
Donation and Activity Sponsorship
Good friends on the path who would like to make donation, sponsor activities, and contribute to the Tara Great Stupa and other projects may contact the Foundation by e-mail at 1000tara@gmail.com or by phone at 087 8299 387 and 084 535 5433 or make an appointment with Dr. Krisadawan.
Update on the International Course on Jainism

Dear all,

This is to let you know that the deadline of application to the International Course on Jainism has been extended to April 8th and the registration fee of 1,000 baht has been waived. Please fill up the application form and send it to me at s.hongladarom@gmail.com or to Pramod Jain atjain_pm@hotmail.com. You can download all information about the course from this link: http://homepage.mac.com/soraj/Jainism_Course_Chula.pdf

Best wishes,
Soraj

Monday, February 28, 2011

กายกับใจ : วิถีธรรมชาติและจิตวิญญาณ

การประชุมและเสวนาเรื่อง “กายกับใจ : วิถีธรรมชาติและจิตวิญญาณ”

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 9.00-17.00 น.

ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จัดโดย มูลนิธิพันดารา และ ศูนย์จริยธรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


หลักการและเหตุผล

ในปัจจุบัน เริ่มมีความสนใจมากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเพณีทางศาสนากับการแพทย์สมัยใหม่ ความสัมพันธ์นี้ปรากฏตัวออกมาในหลายรูปแบบ เช่น การค้นคว้าเกี่ยวกับความเชื่อมโยงระหว่างคาสอนของประเพณีศาสนากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ หรือแนวทางที่ได้จากภูมิปัญญาหรือวิถีทางธรรมชาติและจิตวิญญาณในการบาบัดรักษา

ตัวอย่างของความสัมพันธ์นี้ เช่น งานวิจัยเกี่ยวกับผลของการปฏิบัติสมาธิต่อสุขภาพ หรือต่อกระบวนการต่างๆของร่างกาย หรืองานวิจัยเกี่ยวกับผลของการถือศีลให้ทาน ต่อสุขภาพที่ดีมากขึ้นของผู้ปฏิบัติ แนวโน้มเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า จิตใจกับร่างกายไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากกัน แต่กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งความคิดนี้ก็เป็นแก่นรากของคาสอนของศาสนาต่างๆ แต่ได้สูญหายไปจากจิตสานึกของผู้คนในโลกยุคใหม่ ที่ถูกหล่อหลอมให้เชื่อว่า จิตกับร่างกายแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด

การประชุมและเสวนาเรื่อง “กายกับใจ” นี้จัดขึ้นเพื่อแก้ไขจิตสานึกดังกล่าว คาถามที่สาคัญๆ ได้แก่ เราจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากประเพณีในพระพุทธศาสนาและของวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อนามาปฏิบัติในการดูแลสุขภาพตัวเอง และในการปฏิบัติต่อผู้ป่วยในกรณีที่เราเป็นบุคลากรสาธารณสุข มีหลักการพื้นฐานอะไรที่จะทาให้เราเข้าใจได้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น ถึงความเชื่อมโยงกันระหว่างจิตใจกับร่างกาย คาสอนของประเพณีทางศาสนาต่างๆ จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความเชื่อมโยงกันนี้อย่างไร และช่วยในการปฏิบัติต่อผู้ป่วยอย่างไร

การประชุมครั้งนี้จัดโดยมูลนิธิพันดารา อันเป็นองค์กรการกุศลที่มุ่งสร้างความเข้าใจระหว่างกันของพระพุทธศาสนาจากวัฒนธรรมต่างๆ เช่น ไทยกับทิเบต และความเข้าใจกันของศาสนาต่างๆ รวมทั้งการบูรณาการการศึกษาวิจัยระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ ภูมิปัญญาโบราณกับโลกสมัยใหม่
จานวนผู้เข้าร่วมประชุม
วิทยากร นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป จานวนประมาณ 120 คน

รูปแบบการประชุม
บรรยายและเสวนา 45 – 60 นาที

อาหาร
ทางการประชุมจะมีอาหารว่างและเครื่องดื่มร้อน /เย็นบริการ ส่วนอาหารกลางวัน ผู้เข้าร่วมประชุม
สามารถรับประทานได้ที่โรงอาหาร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ติดกับห้องประชุม

การลงทะเบียน
การประชุมนี้ไม่เก็บค่าลงทะเบียน แต่ขอให้ผู้สนใจ
ลงทะเบียนล่วงหน้าที่ Email: 1000tara@gmail.com
โทร. 087 829 9387, 084 535 5433 โทรสาร 02 52 8308
ภายในวันที่ 12 มีนาคม 2554

วัตถุประสงค์

1. เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจในมิติต่างๆ

2. เพื่อเสนอแนวทางในการบาบัดรักษาและในการดารงชีวิตโดยเน้นการประสานระหว่างกายกับใจ

3. เพื่อสร้างกระแสสานึกเกี่ยวกับความสาคัญของภูมิปัญญาโบราณในโลกสมัยใหม่

4. เพื่อส่งเสริมให้มีการค้นคว้าวิจัยในหัวข้อนี้มากขึ้น

5. เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนระหว่างนักวิชาการในหลากหลายสาขา นักคิด ผู้ปฏิบัติธรรม และบุคคลทั่วไป
กำหนดการ

9.00 น. พิธีเปิด

9.05 น. รายงานกิจกรรมของมูลนิธิพันดารา

9.10 น. กายกับใจในมุมมองของพระพุทธศาสนาเซ็นแบบจีน

อ. เศรษฐพงษ์ จงสงวน (นักวิชาการอิสระด้านพุทธศาสนามหายาน)

10.10 น. การดูแลเด็กป่วยระยะสุดท้าย รศ. นพ. อิศรางค์ นุชประยูร
(คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิสายธารแห่งความหวัง)

11.00 น. พัก

11.15 น. เยียวยากายกับใจจากมุมมองของทิเบต

รศ. ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (มูลนิธิพันดารา)

12.00 น. พักอาหารกลางวัน

13.00 น. วิถีธรรมชาติในการบาบัดรักษาและดูแลตนเอง อ. นิดดา หงษ์วิวัฒน์ (สานักพิมพ์แสงแดด)

14.00 น. เรื่องของกายกับใจโดยผ่านกระบวนการไดอะล็อค

ผศ. ดร. ปาริชาด สุวรรณบุบผา (รองผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล)

15.00 น. พักดื่มชากาแฟ

15.30 น. ประสบการณ์จริง การดูแลกายกับใจ อ. ทวีศักดิ์ คุรุจิตธรรม

(อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

16.15 น. โยคะกับการทาความเข้าใจชีวิต อ. ธนวัชร์ เกตน์วิมุต (ชีวิตสิกขา : เครือข่ายเพื่อการเรียนรู้และเข้าใจชีวิต) 17.00 น. จบการประชุม

Tuesday, February 1, 2011

มาฆบุชาภาวนา

มาฆบูชาภาวนา
ภาวนาเพื่อบ่มเพาะความกรุณา

ฝึกโยคะเพื่อสุขภาพและสมาธิ
17-20 กุมภาพันธ์ 2554 (3 คืน 4 วัน)
ณ ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน

…ขอเชิญกัลยาณมิตรบำเพ็ญบุญกุศลเนื่องในวันมาฆบูชา ด้วยการปฏิบัติบูชาพระแม่ตารา พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา สวดมนตราประจำพระองค์ร่วมกัน 100,000 จบ ละอกุศลกรรมทางกาย วาจา ใจ 10 ประการ (ด้วยการถือศีลทิเบต 10) ปฏิบัติโยคะภาวนาเพื่อสุขภาพและสมาธิ และร่วมเวียนเทียนถวายดวงประทีป 505 ดวง ณ บริเวณก่อสร้างพระศานติตารามหาสถูป เจดีย์แบบทิเบตซึ่งสร้างขึ้นโดยเน้น “โพธิจิต” จิตอธิษฐานเพื่อให้สัตว์โลกเข้าถึงการตรัสรู้

ความเป็นมา
วันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญที่สุดวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา เป็นวันที่พระพุทธเจ้าแสดง “โอวาทปาติโมกข์” อันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา และเป็นวันมหัศจรรย์เนื่องจากพระอรหันต์ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
มูลนิธิพันดาราได้จัดงานมาฆบูชาภาวนาเป็นประจำทุกปีโดยเน้นการปฏิบัติเพื่อบ่มเพาะคุณธรรมเรื่องความเมตตากรุณาถวายเป็นพุทธบูชา ณ ศูนย์ขทิรวัน ซึ่งเป็นธรรมาศรมในพระพุทธศาสนาอุทิศแด่พระโพธิสัตว์ตารา ผู้เป็นบุคลาธิษฐานแทนพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ในปีนี้ทางมูลนิธินอกจากจะจัดให้มีการปฏิบัติบูชาพระแม่ตาราและการเวียนเทียนใหญ่ที่บริเวณพระมหาสถูปแล้ว ยังจัดให้มีการสอนโยคะเพื่อการภาวนาอีกด้วย

อาหาร-ที่พัก
ทางมูลนิธิจะให้บริการอาหารมังสะวิรัติ ผลไม้ อาหารว่าง และเครื่องดื่มร้อน/เย็น ตลอดช่วงภาวนา และจะจัดที่พักเป็นเต้นท์เดี่ยว เต้นท์รวม และศาลาซึ่งมีมุ้งลวดกันยุง ที่ศูนย์มีห้องอาบน้ำ ห้องน้ำอย่างดี และศาลาพักผ่อนในตอนกลางวันไว้บริการ

การเดินทางไปศูนย์ขทิรวัน
- เดินทางทางรถตู้ที่มูลนิธิจัดให้ ค่ารถไปกลับ 500 บาท
- ไปโดยรถยนต์ส่วนตัว (สามารถขอรับแผนที่ได้ทางอีเมล์)
- เดินทางโดยรถตู้ที่อนุสาวรีย์ชัยไปลงที่หัวหิน จากสถานีรถตู้ นั่งรถสองแถวไปลงหน้าศูนย์ (แต่เนื่องจากกิจกรรมนี้เริ่มช่วงเย็น ตั้งแต่บ่ายสามโมง จะไม่มีรถสองแถวให้บริการ)

การลงทะเบียน
ผู้สนใจกรุณาลงทะเบียนที่ 1000tara@gmail.com โทร 0878299387

บริจาคร่วมกิจกรรม 500-2000 บาทเพื่อเป็นค่าจ้างแม่ครัวและผู้ช่วย ค่าวัสดุอาหาร ค่าแรงคนงาน และค่าสาธารณูปโภค

อาจารย์ผู้นำภาวนา
รศ.ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมทิเบต ผู้จาริกแสวงบุญด้วยการกราบอัษฎางคประดิษฐ์ในทิเบต อาจารย์สอนธรรมะโดยได้รับมอบคำสอนจากพระอาจารย์ในหลายนิกายในพุทธวัชรยาน

อาจารย์ผู้สอนโยคะ: ครูดล (ธนวัช เกตุวิมุติ) จากเครือข่ายชีวิตสิกขา

กำหนดการ
วันที่หนึ่ง : พฤหัสบดีที่ 17 กพ.
16.00 น. เดินทางถึงศูนย์ขทิรวัน รับคู่มือปฏิบัติ เตรียมภาวนา
17.00 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. กิจกรรมปรับทัศนคติ “เริ่มต้นที่จุดจบ”
20.00 น. โยคะภาวนา
21.00 น. นั่งสมาธิ
22.00 น. เข้านอน

วันที่สอง : ศุกร์ที่ 18 กพ. (วันมาฆบูชา)
4.00 น. ตื่นนอน ดื่มน้ำปานะ
4.30 น. นั่งสมาธิ
5.30 น. ทำวัตรเช้า กราบอัษฎางคประดิษฐ์
6.00 น. เดินทำสมาธิ
7.00 น. โยคะภาวนา
8.00 น. รับประทานอาหารเช้า
9.00 น. โยคะภาวนา
10.00 น. ฟังบรรยายเรื่อง “การบ่มเพาะความกรุณา”
11.00 น. พิธีรับศีล 10 ทิเบตและอ่านพระสูตรร่วมกัน
12.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. สวดมนตรา
15.00 น. โยคะภาวนา
15.30 น. ดื่มน้ำปานะ
16.00 น. นั่งสมาธิ
17.30 น. รับประทานอาหารเย็น
18.30 น. ทำวัตรเย็น เดินเวียนเทียน ถวายดวงประทีปที่บริเวณก่อสร้างพระมหาสถูป
20.00 น. โยคะภาวนา
21.00 น. นั่งสมาธิ
22.00 น. เข้านอน

วันที่สาม : เสาร์ที่ 19 กพ.
4.00 น. ตื่นนอน ดื่มปานะ
4.30 น. นั่งสมาธิ
5.30 น. ทำวัตรเช้า กราบอัษฎางคประดิษฐ์
6.00 น. เดินทำสมาธิ
7.00 น. โยคะภาวนา
8.00 น. รับประทานอาหารเช้า
9.00 น. ปฏิบัติตามบทสาธนะและสวดมนตรา
10.30 น. โยคะภาวนา
11.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13.00 น. สวดมนตรา
14.30 น. โยคะภาวนา
15.30 น. ดื่มน้ำปานะ
16.00 น. สวดมนตรา
17.30 น. รับประทานอาหารเย็น
19.00 น. ทำวัตรเย็น
19.30 น. โยคะภาวนา
20.30 น. พิธีอุทิศแก่ผู้ล่วงลับและสวดมนตราดับทุกข์โศกของสัตว์โลก
21.00 น. นั่งสมาธิ
22.00 น. เข้านอน

วันที่สี่ : อาทิตย์ที่ 20 กพ.
4.00 น. ตื่นนอน
4.30 น. นั่งสมาธิ
5.30 น. ทำวัตรเช้า กราบอัษฎางคประดิษฐ์
6.00 น. เดินทำสมาธิ
7.00 น. โยคะภาวนา
7.30 น. รับประทานอาหารเช้า
9.00 น. ปฏิบัติตามบทสาธนะ
9.30 น. สวดมนตรา
10.30 น. โยคะภาวนา
11.30 น. แบ่งปันประสบการณ์
12.30 น. พิธีลาศีล อุทิศบุญกุศลร่วมกัน
12.30 น. รับประทานอาหารกลางวัน
14.00 น. เดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ

การปฏิบัติเพื่อบ่มเพาะความกรุณา
หัวใจหลักของการปฏิบัติธรรมคือการบ่มเพาะปัญญาและกรุณาซึ่งเป็นคุณงามความดีในจิตใจของเรา ปราศจากคุณธรรมทั้งสอง เราไม่สามารถเข้าถึงความสุขที่ยั่งยืนตรัสรู้ธรรมและช่วยเหลือสัตว์โลกได้

ในพุทธวัชรยานมีหลายวิธีในการบ่มเพาะความกรุณา วิธีหนึ่งคือการปฏิบัติบูชาพระโพธิสัตว์ตารา พระองค์ทรงตั้งปณิธานที่จะดำรงอยู่ในสังสารวัฏจนกว่าสัตว์โลกชีวิตสุดท้ายจะเข้าถึงการหลุดพ้น

ในการบ่มเพาะความกรุณา เราจะฝึกจิตของเราให้เป็นจิตแบบเดียวกับพระองค์ ด้วยการนั่งสมาธิ สวดมนตร์ และบริกรรมมนตราแห่งความกรุณาซึ่งนอกจากจะทำให้จิตสงบ ผ่องใส มีสันติสุขแล้ว ยังให้อานิสงส์ทั้งทางโลกและทางธรรม

โยคะ กับการภาวนา
ศาสตร์เพื่อการฝึกฝนให้จิตเป็นสมาธิ เพื่อความสุขอันแท้จริง จิตสงบได้แม้กายยังคงเคลื่อนไหว ทั้งยังส่งผลดีต่อสุขภาวะของร่างกาย พัฒนาระบบย่อยอาหารและขับถ่าย เสริมสร้างกล้ามเนื้อชั้นในให้แข็งแรง กระตุ้นการไหลเวียนของกระแสโลหิต จัดปรับแนวกระดูกสันหลังให้สมดุล ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายจากการฝึกโยคะที่ถูกวิธีตามตำราโบราณ
หัวข้อในการฝึกปฏิบัติ :
·เทคนิคการบริหารข้อต่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อการเตรียมความพร้อม
·อาสนะ เพื่อพัฒนาความสมดุลของร่างกาย (Homeostasis และ Muscle Tone)
·เทคนิคการผ่อนคลายอย่างลึก สำหรับผู้มีปัญหานอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท
·เทคนิคการหายใจเพื่อขจัด ความเครียดและเอื้อให้จิตเป็นสมาธิได้ง่ายและรวดเร็วขี้น
·โยคะกับการภาวนา ฝึกโยคะด้วยความพยายามที่น้อยที่สุด เพื่อรับผลแห่งการภาวนาได้มากที่สุด