Friday, August 6, 2010

บรรยายธรรม "อัปปมัญญา ๔"

ขอเชิญสาธุชนทุกท่าน เข้าร่วมฟังการบรรยายธรรมเรื่อง "อัปปมัญญา ๔" หรือ "ความไม่มีประมาณ ๔ ประการ" (The Four Immeasurables) โดยพระอาจารย์กุงกาซังโปริมโปเช เจ้าอาวาสวัดเจคุนโดและต้าชี่กง มณฑลชิงไห่และเขตปกครองตนเองทิเบต สาธารณรัฐประชาชนจีน

"อัปปมัญญา ๔" เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า "พรหมวิหาร ๔" ประกอบด้วยเมตตา ได้แก่ความรักความปรารถนาจะยังความสุขให้แก่สัตว์ทั้งปวง กรุณา หรือความปรารถนาจะยังสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทุกข์ มุทิตา ได้แก่ความยินดีความสุขที่เกิดขึ้นเมื่อสัตว์ทั้งปวงมีความสุข และอุเบกขา ได้แก่การไม่แบ่งแยกสัตว์ทั้งปวงว่าเป็นเขาเป็นเรา หรือเป็นกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่มองสรรพสัตว์ทั้งหลายว่าเสมอเหมือนกันหมดทั้งสิ้น

ในการปฏิบัติ ธรรม เราจะตั้งจิตว่าจะมีความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา แผ่ออกไปในทั่วทุกทิศ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งสิ้นโดยไม่มีประมาณ การไม่มีประมาณหมายความว่า ความเมตตา กรุณา ฯลฯ ของเรามีให้แก่สรรพสัตว์โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ แม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูของเรา หรือผู้ที่อาจเกลียดชังเรา เราก็แผ่ความรักความกรุณาไปยังพวกเขาด้วย แม้แต่มดแมลงหรือสัตว์นรกหรือเปรต อสุรกายใดๆ รวมทั้งเทวดาและพรหม เราก็แผ่ความรักความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาไปยังพวกเขาโดยไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติ นอกจากนี้เราก็ยังตั้งจิตอธิษฐานว่า จะให้สรรพสัตว์ทั้งหลายไม่มีประมาณ เป็นผู้ที่มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาประจำใจอยู่ตลอดอีกด้วย

อัปปมัญญา ๔ เป็นกรรมฐานกลุ่มหนึ่งที่สำคัญในการปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา พระอาจารย์กุงกาจะมาบรรยายเรื่อง นี้ที่ห้องประชุมพุทธคยา อาคารอมรินทร์โซโก้ ชั้น ๒๒ ในวันจันทร์ที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๓ นี้ ตั้งแต่เวลา ๑๙.๐๐ ถึง ๒๑.๐๐ น. และท่านที่สนใจสามารถมาร่วมกิจกรรมต่างๆของมูลนิธิพันดารา และสนทนากันอย่างไม่เป็นทางการได้ ตั้งแต่เวลา ๑๗.๐๐ น. เป็นต้นไป ที่ห้องประชุมดังกล่าว

ท่านที่สนใจ กรุณาติดต่อแจ้งความจำนงที่คุณพรรณพิไล ไกรฤทธิ์ โทร. ๐๘๐ ๖๑๐ ๐๗๗๐ หรืออีเมล์ 1000tara@gmail.com

Tuesday, July 27, 2010

กำหนดการของกุงกาซังโปริมโปเชในเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓

มูลนิธิ พันดาราขอเชิญผู้สนใจร่วมกิจกรรมธรรมะ นำภาวนาโดยพระอาจารย์กุงกา ซังโป ริมโปเช
ดังมีรายละเอียดต่อ ไปนี้

14-15 สิงหาคม 2553
กิจกรรม “สายลม มนตรา สมาธิ” ณ ศูนย์ขทิรวัน หัวหิน เริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม เวลา 10.30 น. ถึง วันอาทิตย์ที่ 15 สิงหาคม 14.00 น. ริมโปเชบรรยายธรรมเรื่อง “ทำจิตใจให้มีความสุข” พร้อมกับเป็นประธานพิธีชักรอกธงมนตร์สำหรับสถูปมนตราประภัสสรองค์ที่ 4 และพิธีพุทธาภิเษกรูปหล่อพระ แม่ตาราที่มูลนิธิสร้างขึ้น เป็น…องค์แรก

*17 และ 24 สิงหาคม 2553
กิจกรรม “การรับศีลพระโพธิสัตว์” (เฉพาะผู้ที่ได้ฝึกปฏิบัติทงเลนและได้ให้สัญญาแก่ริมโปเชในเดือนมีนาคมที่ ผ่านมาเท่านั้น) เวลาและสถานที่ กรุณาติดต่อคุณพรรณพิไล 1000tara@gmail.com หรือโทร 0806100770

19 สิงหาคม 2553
ริม โปเชบรรยายธรรมและนำภาวนา ที่โพธิสถานมงคลธัญ พร้อมกับเป็นตัวแทนมูลนิธิพันดารารับพุ่มผ้าป่าพระศานติตารามหาสถูป

21 สิงหาคม 2553
ริม โปเชบรรยายธรรมเรื่อง “ความตายในพุทธวัชรยาน” เวลา 16.00-18.00 น. ในการประชุมเรื่อง “เตรียมตัวตายอย่างมีสติ เพื่อวาระสุดท้ายอันงดงาม” ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (งานประชุมเวลา 8.30-18.30 น.)

22 สิงหาคม 2553
ริมโปเชนำการอบรมกรรมฐานเรื่อง “บนวิถีพระโพธิสัตว์” (Bodhisattva Training) โดยท่านจะบรรยายธรรมเกี่ยวกับ บารมีหกประการ และประกอบพิธีมนตราภิเษกพระมัญชุ ศรี พระโพธิสัตว์แห่งปัญญา ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวลา 10.00-15.00 น. ผู้สนใจจะมานั่งสมาธิก่อนสามา รถมาได้ตั้งแต่เวลา 9.00 น.

23 สิงหาคม 2553
ริมโปเชบรรยาย ธรรมเรื่อง “อัปปมัญญา 4” หรือ “ความไม่มีประมาณสี่ประการ” (The Four Immeasurables) สถานที่จะแจ้งในภายหลัง

สนใจสอบถามเพิ่มเติมติดต่อคุณ พรรณพิไล อีเมล์ 1000tara@gmail.com หรือ โทร 0806100770

Tuesday, June 8, 2010

จาริกแสวงบุญกับการเดินทางของจิตใจ

The foundation is organizing a conference and seminar (in Thai) on “Pilgrimage and Journey of the Mind” at Chulalongkorn University, Bangkok on July 17, 2010. The talks will cover various spiritual traditions and sacred places in Europe and Asia, including Mt. Kailash. Please contact 1000tara@gmail.com for detail.


การประชุมและเสวนาเรื่อง

“การจาริกแสวงบุญ กับการเดินทางของจิตใจ”

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จัดโดย มูลนิธิพันดารา ร่วมกับ ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

หลักการและเหตุผล
การเคลื่อนไหวกับการเดินทางเป็นอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันจะทำ มนุษย์อยากจะสำรวจโลกของตัวเองทันทีที่เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ เรามีความปรารถนาอยู่เสมอที่จะไปยังที่นั่นที่นี่ เพื่อรู้ว่าที่เหล่านั้นเป็นอย่างไร และดีกว่าที่ที่เราอยู่ในปัจจุบันอย่างไร เด็กทารกมีความสุขกับการใช้เสรีภาพที่เกิดขึ้นจากการรู้จักการใช้มือและเท้าคลานไปมา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นต้องเอาแต่นอนอยู่เฉยๆอย่างเดียว การเคลื่อนที่ได้นี้เป็นการเปิดโลกใหม่ของเด็ก ทำให้รู้ว่าโลกนั้นกว้างใหญ่และมีสิ่งต่างๆที่น่าตื่นเต้นรอการค้นพบอยู่มากมาย

เมื่อเราเติบโตขึ้นความปรารถนาที่จะเดินทางไปยังที่ต่างๆก็ยิ่งกว้างไกลมากขึ้น การเดินทางของเรามีทั้งที่จำเป็น เช่นการไปทำงาน และที่เป็นเรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจ เช่นการท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เป้าหมายของการเดินทางของคนในโลกสมัยใหม่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงสองประการนี้เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากคำถามที่กองตรวจคนเข้าเมืองบางประเทศถามแก่คนที่เดินทางเข้ายังประเทศของตน ว่าจะเดินทางมาด้วยเหตุผลทางธุรกิจ หรือเพื่อความเพลิดเพลิน

อย่างไรก็ตาม มิติที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งของการเดินทาง ได้แก่การเดินทางอันเนื่องจากจิตวิญญาณและศาสนา การเดินทางเช่นนี้เรียกว่า “การจาริกแสวงบุญ” (pilgrimage) เป็นการเดินทางเพื่อสั่งสมบุญบารมี หรือเพื่อปฏิบัติกิจตามคำสอนของศาสนาต่างๆ การเดินทางเช่นนี้นับว่าต่างจากการเดินทางเกี่ยวกับการงาน หรือการเดินทางเพียงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจเท่านั้น ที่น่าสนใจก็คือว่าศาสนาต่างๆล้วนแล้วแต่มีเรื่องการเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนของศาสนาด้วยกันทั้งสิ้น

ในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าทรงแนะนำว่าวิธีการหนึ่งในการปฏิบัติตนของชาวพุทธ คือการเดินทางไปยังสังเวชนียสถานต่างๆ ได้แก่สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ตรัสธรรมเทศนาครั้งแรก และสถานที่ปรินิพพานของพระองค์ ทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ให้ชาวพุทธได้รำลึกถึงพระกรณียกิจต่างๆของพระพุทธเจ้า
ในศาสนาอิสลามก็มีคำสั่งสอนให้ชาวมุสลิมหาโอกาสเดินทางไปยังเมืองเมกกะในประเทศซาอุดิอาระเบียอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต ทั้งนี้เพื่อปฏิบัติศาสนกิจให้สมบูรณ์ด้วยการเข้าไปอยู่ใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า

ในทำนองเดียวกัน ชาวพุทธในวิถีเพินและวัชรยาน ฮินดู และเชนก็ล้วนใฝ่ฝันที่จะเดินทางไปเขาไกรลาศซึ่งเปรียบเป็นเขาพระสุเมรุบนโลกมนุษย์ การเดินทางไม่ว่าจะยากลำบากเพียงไรหล่อเลี้ยงจิตใจของพวกเขาและทำให้พวกเขาได้ใกล้ชิดกับความจริงสูงสุด

การเดินทางด้วยเหตุผลทางจิตวิญญาณและศาสนาเช่นนี้นับวันล้วนแต่จะสูญหายไปจากจิตสำนึกของคนสมัยใหม่ ซึ่งแม้คนสมัยใหม่จะเดินทางกันมากมายด้วยความสะดวกรวดเร็วมากกว่าคนสมัยก่อน แต่ก็ดูเหมือนว่าจะกำลังขาดออกจากมิติของการเดินทางเช่นนี้ ซึ่งไม่ใช่ทั้งการเดินทางเพื่อการงานอาชีพ และก็ไม่ใช่เพียงแค่ความเพลิดเพลินบันเทิงใจเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น การเดินทางยังมีความหมายในเชิงเปรียบเทียบหมายถึง “การเดินทางของจิตใจ” อีกด้วย

เรามักจะเปรียบเทียบชีวิตว่าเหมือนกับการเดินทาง โดยวัยเด็กเป็นการเริ่มต้นเดินทาง วัยผู้ใหญ่เป็นช่วงเวลาที่กำลังเดินทาง และวัยชราเป็นการเข้าสู้จุดจบของการเดินทาง แต่คำสั่งสอนของศาสนาต่างๆมีตรงกันว่า การเดินทางของเรานั้นมิได้จบสิ้นแค่การตายหรือการแตกดับของร่างกายของเราในปัจจุบันนี้ แต่ยังมีการเดินทางหลังจากร่างกายแตกดับอีกด้วย ซึ่งมิติอันสำคัญยิ่งของชีวิตตรงนี้ เป็นสิ่งที่โลกสมัยใหม่รวมทั้งวิทยาศาสตร์มองข้ามไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้น่าเสียดายอย่างยิ่ง

ด้วยเหตุนี้ คณะผู้จัดจึงได้จัดการประชุมและเสวนา “การจาริกแสวงบุญกับการเดินทางของจิตใจ” ขึ้น โดยมีนักวิชาการและผู้ปฏิบัติธรรมในศาสนาต่างๆมาร่วมกันเสนอความคิดเห็น เพื่อนำเอามิติทางความหมายและจิตวิญญาณของการเดินทางกลับมาสู่สังคม และเพื่อให้ผู้คนได้เห็นคุณธรรมและมิติทางจิตวิญญาณที่เกิดจากการจาริกแสวงบุญ อันได้แก่ ศรัทธาในศาสนา ความอ่อนน้อมถ่อมตน การดำรงอยู่อย่างปรองดองกับธรรมชาติ และคุณค่าของจิตใจ



วัตถุประสงค์
1. เพื่อฟื้นฟูจิตใจของผู้คนให้ได้แรงบันดาลใจจากการจาริกแสวงบุญ
2. เพืื่อนำมิติทางจิตวิญญาณของการเดินทางกลับมาสู่กระแสสำนึกของสังคม
เพื่ออนุรักษ์วิถีจาริกแสวงบุญในหลากหลายประเพณีและทำให้วิถีเหล่านี้ยังมีความหมายอยู่ในโลกปัจจุบัน
3. เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างศาสนาต่างๆอันจะนำไปสู่สันติภาพและความปรองดอง

จำนวนผู้ร่วมประชุม
วิทยากร นักวิชาการ นักศึกษา และประชาชนทั่วไป จำนวนประมาณ 120 คน

รูปแบบการประชุม
บรรยาย 45 นาที พร้อมฉายสไลด์หรือภาพยนตร์แสดงเรื่องราวของสถานศักดิ์สิทธิ์ และเสวนากับผู้เข้าร่วมประชุม 15 นาที

อาหาร
ทางการประชุมจะมีอาหารว่างและเครื่องดื่มร้อน/เย็นบริการ ส่วนอาหารกลางวัน ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถรับประทานได้ที่โรงอาหาร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอยู่ติดกับห้องประชุม

การลงทะเบียน
การประชุมนี้ไม่เก็บค่าลงทะเบียน แต่ขอให้ผู้สนใจลงทะเบียนล่วงหน้าที่
Email: 1000tara@gmail.com โทร. 0806100770 โทรสาร 025285308 ภายในวันที่ 5 กรกฎาคม 2553

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
1. สังคมได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจอันจะนำไปสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกันและการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง
2. ได้รับความรู้และเกิดการตื่นตัวเกี่ยวกับการจาริกแสวงบุญจากมุมมองของหลายศาสนา



กำหนดการประชุมและเสวนาเรื่อง “การจาริกแสวงบุญ กับ การเดินทางของจิตใจ”
วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม 2553
8.45-9.15 น. ลงทะเบียน
9.30-9.45 น. พิธีเปิดโดยอาจารย์สุลักษณ์ ศิวรักษ์
9.45-10.00 น. การเดินทางของพระศานติตารามหาสถูป ปีที่ 4
10.00-11.00 น. “ตามรอยพระพุทธศาสนาในอินเดียและปากีสถาน”
พระอาจารย์ ดร. อนิล ศากยะ (ผู้ช่วยเลขานุการในสมเด็จ
พระสังฆราชสกลมหาปรินายก วัดบวรนิเวศวิหาร และ
มหามกุฏราชวิทยาลัย)
11.00-12.00 น. “จาริกแสวงบุญจากมุมมองของคริสต์ศาสนา”
ผศ. ดร. วรยุทธ ศรีวรกุล (คณบดีบัณฑิตวิทยาลัยปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ)
12.00-13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.00 น. “การพาฆราวาสเดินธุดงค์”
พระถนอมสิงห์ สุโกสโล (วัดญาณเวศกวัน นครปฐม ประธานมูลนิธิหยดธรรม)
14.00-15.00 น. “วิถีแห่งศรัทธากับการยาตราในศาสนาฮินดู”
อ. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง (ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร)
15.00-15.30 น. พักรับประทานอาหารว่าง
15.30-16.30 น. “เมกกะ : การประกอบพิธีฮัจย์ของชาวมุสลิม”
ผศ. ดร. ปราณี ฬาพานิช (ผู้เดินทางไปเมกกะและผู้เชี่ยวชาญภาษาและวรรณกรรม
สันสกฤต)
16.30-17.30 น. “จากกรุงเทพสู่ไกรลาศ : การเดินทางเพื่อเปลี่ยนจิตใจในทิเบต”
รศ.ดร. กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านทิเบต
และประธานมูลนิธิพันดารา)

Tuesday, April 20, 2010

Dr. Tsedor Nyeronsha to Visit Thailand Again

Tibetan Medicine
Dr. Tsedor Nyarongsha of the Nyarongsha Medical Institute in Lhasa will be seeing patients in Thailand
on May 22nd - 24th 2010 time 9am-6pm at the Thousand Stars Foundation’s House on Ladprao Soi 11.

This is a really good chance to have the body checked up and learn another way of holistic treatment.
Interested persons, please kindly bring your first urine sample of the day.
Consultation fee: 400 baht (not including medicine).
There will be a translation from Chinese/Tibetan to Thai/English.

For reservation, please email: 1000tara@gmail.com, or call Panpilai 0806100770.
We’d appreciate it if you could make reservation via email.

Tibetan medicine is an ancient medical system that employs a holistic approach to treatment.
This approach consists of pulse analysis and urinalysis. Treatment includes behavior and dietary adaptation
as well as using medicines, which are composed of herbs and minerals on the Tibetan Plateau.

-----------------------------------------------------------------------------------------------

ปรึกษาปัญหาสุขภาพกับคุณหมอทิเบตจากสถาบันการแพทย์ที่ลาซา
ข่าวดีสำหรับผู้ต้องการพบคุณหมอทิเบต นพ. เซดอร์ ญารงชาจากสถาบันการแพทย์ญารงชา
ซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดสถาบันหนึ่งในกรุงลาซาจะเดินทางมาเมืองไทย
และให้คำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพและบำบัดรักษาในแนวการแพทย์ทิเบตซึ่งเป็นศาสตร์องค์รวมแห่งการบำบัดรักษา

ระหว่างวันที่ 22 – 24 พฤษภาคม 2553 เวลา 9.00 น.– 18.00 น. ณ บ้านมูลนิธิ ลาดพร้าว ซอย 11

ผู้สนใจจองเวลากรุณาติดต่อ 1000tara@gmail.com หรือ โทรนัดวันเวลากับคุณพรรณพิไล 0806100770
คุณหมอจะรับคนไข้เพียงวันละไม่เกิน 15 ท่าน ค่าตรวจรักษาท่านละ 400
บาท (ไม่รวมค่ายา)

Dr.Tsedor Nyerongsha แพทย์แผนโบราณที่สืบทอดจากบรรพบุรุษเป็นรุ่นที่ 7
ประจำอยู่ที่สถาบันการแพทย์ Nyarongsha Medical Institute เมืองลาซาล
(เป็นโรงพยาบาลที่ดีสุดในทิเบต อุปกรณ์ เครื่องมือการรักษายังคงอนุรักษ์ของเดิม
รวมทั้งผลิตยาสมุนไพรที่หาตามหุบเขาสูงปรุงด้วยมือตนเอง) กล่าวว่าชาวทิเบตมีความเชื่อว่า
“หากมียาพิษ ก็ต้องถอนพิษได้” เมื่อเป็นโรคก็ต้องรักษาได้
การแพทย์แผนทิเบตเริ่มมีมาเมื่อ 3,000 กว่าปีแล้ว บิดาทางการแพทย์ชื่อว่า ยูทก เย็นเต็ล กมโป
ผู้เขียนคัมภีร์ตำรับยาไว้มากมายจนสืบทอดใช้เป็นตำราแพทย์ในปัจจุบัน การบำบัดโรคต้องเข้าใจตัวบุคคล
ที่ประกอบด้วยธาตุต่างๆ ไม่เหมือนกัน ซึ่งของทิเบตจะมีเพียง 3 ธาตุ ได้แก่ ธาตุลม, ธาตุไฟ และธาตุน้ำ
ความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อธาตุเสียสมดุล โดยหมอทิเบตจะตรวจด้วยการดูตา, ลิ้น, ปัสสาวะ และจับชีพจร
หมอทิเบตจะไม่นึกรังเกียจปัสสาวะของคนไข้ เพราะมองว่าเปรียบเสมือนแม่ตนเอง จะชิมและดมได้

Sunday, April 4, 2010

Drawing as Meditation




กิจกรรมอบรม "การวาดภาพเพื่อสมาธิอย่างผ่อนคลาย" วันที่ 8 พฤษภาคม 2553 เวลา 9.00-16.00 น. ณ บ้านมูลนิธิพันดารา
กรุณาลงทะเบียนภายในวันที่ 30 เมษายน 2552 รายละเอียดภาษาไทยตามโปสเตอร์ที่แนบค่ะ

Drawing as an Art of Meditation and Relaxation
The Thousand Stars Foundation is pleased to invite interested persons, practitioners and students to attend a course on "Drawing as an Art of Meditation and Relaxation" on Saturday 8 May 2010 (9 am-4 pm) at the Foundation House, 695 Ladprao Soi 11, Bangkok.

Drawing is a way to meditate. Medical experiment shows that drawing and painting can help children who have problem with concentration. This course combines drawing with meditation and relaxation. It does not emphasize on beauty and convention but on mindfulness. Learners need not have any background in drawing or painting.

Content of the Course
1. Tibetan drawing style - combination of drawing with meditation and visualization. The skill is imperative for thangka painters.
2. Free drawing style - drawing with a sense of let go, no expectation.

Program
9.00-9.30 Meditation and visualization
9.30-10.30 Tibetan drawing I
10.30-11.00 Break
11.00-12.30 Tibetan drawing II
12.30-13.15 Lunch
13.15-15.30 Meditation and mindfulness
13.30-14.30 Free drawing I
14.30-15.00 Break
15.00-16.00 Free drawing II

Course Fee
700 baht including lunch, snacks and drawing materials. Learners need to register in advance by 30 April 2010.

How to Make Payment
Transfer the fee to any of the following accounts
Account name: "Thousand Stars Foundation"
Krung Thai Bank, Siam Square Branch, savings account no. 052-0-02254-8
Siam Commercial Bank, Siam Square Branch, savings account no. 038-431667-8
Kasikorn Bank, Central Ratanatibet Branch, savings account no. 391-2-66998-9
Bangkok Bank, Central Ratanatibet Branch, savings account no. 924-0-05512-0

Venue
Foundation House, 695 Ladprao Soi 11. A map can be downloaded at www.thousand-stars.org or http://krisadawan.wordpress.com (please click at maps).

Contact
Khun Panpilai Kairith 1000@gmail.com, Ajarn Supachok at 081 7200 645, Fax 02 528 5308.

About the Instructor
Ajarn Supachok Chumsai Na Ayudhya
B.F.A Silpakorn University
Aj. Supachok has studied art in various religious traditions, such as Buddhism, Christianity, Hinduism and Islam. His areas of interest include Theravada, Mahayana and Vajrayana Buddhist art styles, history and development of art, and comparative art. At present, Aj. Supachok is an independent artist creating contemporary Buddhist art and serves as a special lecturer at Faculty of Fine Arts, Burapa University and at Philosophy Department, Faculty of Arts, Silpakorn University.

Attached Picture File
Paining of Buddha image by 10th Karmapa. It does not conform convention but is a great piece of art which expresses the painter's sincerity and purity of mind.

Registration Form
Name...................................................................................................................................................................................................................
Address...............................................................................................................................................................................................................
Phone..........................................................................................................Email...............................................................................................
Expectation from the course.............................................................................................................................................................................
Number of those who want to attend the course...........................................................................................................................................
Amount of registration.....................................................................................................................................................................................