Saturday, February 10, 2007

แสงจันทร์เหนือยอดสน




แสงจันทร์เหนือยอดสน กับความทรงจำอันงดงาม

กฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์
สำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา, 2549
157 หน้า, ราคา 269 บาท

ติดต่อสั่งซื้อ

ในไออุ่นของดวงดาว (แห่งความหวัง)

หลังจากที่ได้รับ “แสงจันทร์เหนือยอดสน กับความทรงจำอันงดงาม” สดๆ ใหม่ๆ เพิ่งออกมาจากโรงพิมพ์ ก็ได้อ่านจบแรกบนรถเมล์ระหว่างเดินทางกลับบ้าน
นับเป็นการเดินทางกลับ “บ้าน” ทั้งภายนอกและภายใน
คลื่นวิทยุบนรถเมล์สายนั้นเปิดเพลงๆ หนึ่งซึ่งเคยโด่งดังมากเมื่อปีสองปีก่อน

“... เเต่พอมองดูคนที่เขามีใคร เเม้ว่าผู้คนจะรายล้อมอยู่ยังเผลอเหงาในใจ
เมื่อไหร่จะมีใครใครสักคนที่เป็นของเรา เมื่อไหร่จะมีใคร ใครสักคนนะที่รักเรา
เท่านี้..ที่ต้องการ ขอเกินไปตรงไหน เมื่อไหร่จะมีใคร ใครสักคนที่เคียงข้างเรา
เเค่อยากจะมี คนที่ทำให้ใจไม่ต้องเหงา.. ไม่รู้..ต้องเมื่อไหร่ เหมือนมันยังห่างไกล..”
(เพลงแอบเหงา)


เนื้อเพลงทั้งเพลงคร่ำครวญถึงความรู้สึกเหงา พูดถึงดวงใจเสาะแสวงหาของคนๆ หนึ่งซึ่งไขว่คว้าคนที่รักและรู้ใจสักคนหนึ่งมาอยู่ข้างกาย ทำลายความเหงาให้หมดไป
ความเหงาที่ถ่ายทอดออกมาจากบทเพลงๆ นี้ทำให้ต้องละสายตาจากบทกวีที่งดงามและเรียบง่ายในหนังสือ เพราะสิ่งที่กำลังซาบซึ้งดื่มด่ำนั้น ช่างแตกต่างเสียเหลือเกินกับความเหงาที่เขารำพัน

บนรถเมล์คันนั้น อาจมีใครหลายๆ คนที่กำลังเหงา แม้นั่งหรือยืนเบียดเสียดอยู่ท่ามกลางคนมากมาย
น่าแปลก ในขณะที่เรามีโทรศัพท์มือถือให้โทร. ฟรีหากันตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง มีเกมมือถือให้เล่นฆ่าเวลา มีอินเทอร์เน็ตให้พูดคุยกันข้ามทวีป มีโทรทัศน์เปิดค้างอยู่เป็นเพื่อน...
แต่น้อยคนนักจะเป็นอิสระจากความเหงา
ความเหงากำลังเป็น “โรค” ที่ทำให้คนในโลกสมัยใหม่ ทุกเพศทุกวัยต้องทนทุกข์ทรมาน

หายใจออก...

มอบความสุขและสิ่งดีๆ จากตัวคุณให้ผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นร่างกายที่ครบถ้วน
คุณงามความดี ปัญญา บารมีต่างๆ
ดุจดังสวมอาภรณ์อันวิเศษให้แก่เขา


หายใจเข้า...

เอาความเจ็บปวดของผู้อื่นเข้าไปในตัวคุณ
โรคภัยไข้เจ็บ ความเศร้าหมอง
ความยากจน ความทุกข์ทนต่างๆ
ดุจดังมอบโอสถอันวิเศษให้แก่เขา

ทำเช่นนี้กับคนหนึ่งคน
แล้วเพิ่มเป็นสอง
แล้วเป็นสามไปเรื่อยๆ
จนรวมสัตว์โลกทั้งหลาย
(หน้า 58-59)


หลายๆ คนอาจจะคิดว่า วิถีพุทธธรรมวัชรยานเป็นเรื่องลี้ลับ มีอะไรมากมายเกินที่จะจดจำ ยากที่จะเข้าใจ ยากที่จะเข้าถึง
แต่แท้ที่จริง วัชรยานเป็นวิถีธรรมที่แสนเรียบง่าย ไม่มีสิ่งใดอื่นนอกจากความกรุณาและการคิดถึงผู้อื่นก่อนตนเสมอ ความกรุณานี้เองที่พาเราให้เป็นอิสระจากความทุกข์ และเข้าใจความจริงของ “ธรรมชาติ”

ครั้งหนึ่งฉันเห็นจิ้งจกถูกประตูหนีบ
หางหลุดขาลีบตัวห้อเลือด
ลำคอสั่นระริกหายใจระทวย
ตาฉันปริ่มใจสลดเหลือคณา

ด้วยจิ้งจกนั้นก็คือพ่อหรือแม่
มันเจ็บปวดก็เหมือนเห็นแม่เจ็บปวด
มันรักชีวิตมิยิ่งหย่อนกว่าเรารักชีวิต
มันกลัวเจ็บกลัวตายเช่นเรากลัว
(หน้า 47)


เมื่อเราคิดถึงผู้อื่นก่อนอยู่เสมอ หวั่นไหวแม้ความทุกข์และความตายของสัตว์เล็กๆ ฝึกฝนตนเองให้เป็น “ผู้ให้” อยู่เสมอในทุกลมหายใจ ใจดวงนั้นย่อมยิ่งใหญ่
แล้ว “ความเหงา” ก็กลายเป็นเพียงละอองฝุ่นธุลีเล็กๆ ที่ไร้ความหมาย
หลายๆ คนอาจจะคิดว่า ความเหงาที่ต้องเผชิญในชีวิตนี้ช่างหนักหนาสาหัสเหลือเกิน บางคนทนต่อความเหงาไม่ไหว ไม่รู้จะทำอย่างไร จนกระทั่งคิดทำลายชีวิตตนเอง เพราะหวังว่าความตายจะเป็นที่สุดของความทุกข์ เป็นจุดจบของความเหงา
แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า หลังจากที่เราตาย หมดลมหายใจไปแล้ว จะมีช่วงเวลาอีก 49 วันใน “บาร์โด” ที่เราจะต้องทนทุกข์อยู่ในความเหงาที่ยิ่งกว่าความเหงาใดๆ

ตายคือทุกข์ยิ่งทุกข์
หวาดกลัว หวาดหวั่น
...
อนิจจา...
เวทนาที่ขาดสังขาร
เร่ร่อนไร้จุดหมาย

ดังขนนกที่ปลิดปลิว
ตามแรงลมแห่งกรรม
...
เดินทางเดียวดาย
หิวโหย หนาวเหน็บ
(หน้า 94-95)


น่าเศร้าที่ยิ่งวิทยาการก้าวหน้า คนก็ยิ่งคิดถึงแต่ตัวเองมากขึ้น คิดถึงคนอื่นน้อยลงทุกทีๆ ต่างคนต่างสร้างเกราะขึ้นมารอบๆ ตัว สร้างโลกส่วนตัวและปิดตัวเองจากทุกสิ่งรอบข้าง เขาเห็นเพียงแต่สิ่งที่เขาต้องการเห็น ได้ยินเฉพาะสิ่งที่ตัวเองฟัง หัวใจอันเปราะบางบอบช้ำด้วยความเหงาที่กัดกร่อนอยู่ทุกเวลานาทีโดยไม่รู้ตัว
จึงยากเหลือเกินที่จะหวังว่า แต่ละคนจะพยายามเข้าอกเข้าใจซึ่งกันและกัน และช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
น่าเสียดาย คนที่ได้ชื่อว่าเป็นชาวพุทธกลับไม่เชื่อว่า เราต่างก็เวียนว่ายตายเกิดมาแล้วหลายชาติ สะเทินสุขสะเทินทุกข์มานับไม่ถ้วน ยังคงเบียดเบียนตัวเอง และเบียดเบียนกันและกันด้วยความโลภ โกรธ หลงอย่างบ้าคลั่ง

อีกหนึ่งนั้นเสียงร่ำไห้
เวทนาผู้ผูกพัน
รัก โลภ โกรธ หลงกัน
ด้วยยึดมั่นเพียงชาติเดียว
(หน้า 31)


ในสงครามอิรัก ชาวอิรักผู้บริสุทธิ์ ไม่เว้นแม้แต่เด็ก ผู้หญิง คนแก่ นับหมื่นนับแสนถูกฆ่าตายทุกวัน ทหารสหรัฐฯ ก็ตายไปนับพันตั้งแต่เริ่มสงคราม ครู เจ้าหน้าที่ และชาวบ้านในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกฆ่าตายไม่เว้นแต่ละวัน
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขาเหล่านั้นต้องตาย และอาจกำลังทนทุกข์อยู่ในบาร์โดอันมืดมิด กำลังอยู่ในช่วงวิกฤต ไม่รู้ว่าภพใหม่ของเขาจะเป็นไปอย่างไร ไม่ต่างจากขนนกที่ลอยคว้างอยู่ในกระแสพายุแห่งกรรม
เป็นเรื่องน่าเศร้าที่เขาเหล่านั้นถูกฆ่าตายเพียงเพราะความกลัวของคนที่ฆ่า
และเป็นเรื่องน่าเศร้ากว่านั้น หากเราเพิกเฉยต่อความตายของพวกเขา

“โอม มณี เปเม ฮุง”

สวดไป สวดไป
ให้ได้เกิดใหม่
ให้ได้ยินพระธรรม
(หน้า 96)


โลกนี้คงน่าอยู่มากขึ้น หากเรามีความเข้าใจอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงสอนว่า ชีวิตมิได้มีเพียงชาตินี้ชาติเดียว และชีวิตมิใช่เพียงร่างกาย องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญไปกว่าคือ จิต และจิตนี้เองเป็นตัวกำหนดสุขทุกข์
หากเรารู้แจ้งว่า สภาวะเดิมแท้ของจิตนั้น กระจ่าง ผ่องใส เป็นประภัสสร เป็นสุขเที่ยงแท้ เราคงไม่หลงวนว่ายอยู่ในมายา และเล่ห์กลกลับกลอก
และคงได้พบกับอิสรภาพ

ไม่ขังใจ
ปล่อยใจแต่ดูใจ
ทำใจให้ว่าง ใสชัด
ไม่ตามใจไป
ความคิดดีปล่อยไป
ความคิดไม่ดีปล่อยไป
ใจไม่สับสน มืดมน
(หน้า 29)


น่าทึ่งว่า วิถีพุทธธรรมวัชรยานนั้น ถ่ายทอดและสืบสานมาจนถึงพวกเราในโลกยุคไร้พรมแดน ด้วยหัวใจอันยิ่งใหญ่ของชาวทิเบต “อวิชชา” อาจย่ำยีบีฑาชาวทิเบตจนแทบจะย่อยยับในกาลก่อน และแม้ในปัจจุบัน วิถีชีวิตและพุทธศาสนาก็กำลังถูกท้าทายอยู่อย่างหนักหน่วง

ทิเบตใหม่
มาพร้อมกับสมบัติใหม่
ที่โลกในอดีต
ไม่เคยมี

เคยขี่ม้าลาจามรี
แต่วันนี้
ขี่มอเตอร์ไซค์
แสนสุขใจ
(หน้า 80-81)


ภาพๆ หนึ่งแทนคำพูดนับล้าน
อย่างน้อย ภาพความศรัทธาของชาวทิเบตในหนังสือก็ทำให้รู้ว่า “อวิชชา” ยังมิอาจหยุดยั้งความศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ของชาวทิเบต ทุกๆ วันยังมีคนกราบอัษฎางคประดิษฐ์ตั้งแต่บ้านเกิดจนถึงหน้าวัดโจคัง ที่ประดิษฐานพระโจโวริมโปเชในนครลาซา กงล้อมนตร์ยังคงหมุนไม่เคยหยุด ธงมนตร์ยังคงสะบัดพลิ้วตามสายลม เสียงแห่งมนตร์มณียังดังประสานไม่เคยขาดสาย

ขอนำพาบิดาทางขวา
ขอนำพามารดาทางซ้าย
เพื่อนพ้องพี่น้องด้านหลัง
ศัตรูผู้ชิงชังด้านหน้า
แวดล้อมด้วยสัตว์โลกทั่วนภากาศ

พนมกรพร้อมตั้งจิต
ต่อเบื้องพระพักตร์คุรุพุทธเจ้า
ด้วยโพธิจิตที่แผ่ซ่านไปทั้งสรรพางค์กาย
จะขอยึดพระมณฑลอันอุดมด้วยความกรุณา
ไปจนกว่าจะถึงการตรัสรู้
(หน้า 107)


พระพุทธเจ้าสอนว่า สิ่งทั้งหลายล้วนเป็นอนิจจัง
คงเป็นเรื่องน่าขัน และเป็นความทุกข์ใหญ่หลวง หากเราจะฝืนฉุดรั้งให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำรงอยู่อย่างเดิม หรือเป็นไปอย่างใจเราทั้งหมด
ความเหงา ความโลภ ความโกรธ ความหลง การประหัตประหารเข่นฆ่า การทำลายแม้แต่ชีวิตของตัวเอง เป็นวิถีของโลกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามกระแสแห่งกรรม และเหตุปัจจัยอันเป็นธรรมชาติ
แต่ในความมืดก็มีความสว่าง
เมื่อมี “โลก” ก็ต้องมี “เหนือโลก”
ความกรุณาอันไพศาลไร้ขอบเขต ปัญญารู้แจ้ง จิตกระจ่างประภัสสร ร่างรุ้ง เป็นวิถีธรรมที่เกิดขึ้นจริงบนโลกนี้
สิ่ง “เหนือโลก” เหล่านี้ ไม่ใช่ “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” แต่เป็น “ธรรมชาติ” ที่ชาวพุทธผู้มีศรัทธามิอาจมองข้ามหรือละเลย
เป็น “หน้าที่” ที่จะต้องเร่งทำให้เกิดขึ้นจริง
...
ตามตำนานเทพนิยายกรีก เมื่อแพนโดราเปิดหีบต้องห้ามด้วยความอยากรู้อยากเห็น ความชั่วร้ายต่างๆ ก็โบยบินออกมา และเข้าครอบงำจิตใจมนุษย์
สิ่งสุดท้ายที่เหลืออยู่คือ ความหวัง
ในความมืดมิด แม้แสงจันทร์แรมก็มีค่า แสงดาวก็มีความหมาย
ในความหนาวเหน็บ กองไฟเล็กๆ ก็มีคุณลึกล้ำ
ขอให้ “แสงจันทร์เหนือยอดสน กับความทรงจำอันงดงาม” เล่มเล็กๆ นี้เป็นประหนึ่งสายลมที่ทำให้เปลวไฟแห่งความหวังคุขึ้นและโชนแสงในใจของผู้อ่านทุกคน

ความดีย่อมไม่ดับสูญ มีแต่เพิ่มพูนทวี

จัมปา ญีมา
๑ ธันวาคม ๒๕๔๙

No comments: